Home Entertainment Lifestyle “หลักการง่ายๆเพียงประโยคเดียวของลูกชายนายลีกาชิง.” (จากเรื่องจริงของมหาเศรษฐีระดับแนวหน้าของไต้หวันคนหนึ่ง)

“หลักการง่ายๆเพียงประโยคเดียวของลูกชายนายลีกาชิง.” (จากเรื่องจริงของมหาเศรษฐีระดับแนวหน้าของไต้หวันคนหนึ่ง)

26 second read
0
0
28

“หลักการง่ายๆเพียงประโยคเดียวของลูกชายนายลีกาชิง ก่อให้เกิด…..”

(จากเรื่องจริงของมหาเศรษฐีระดับแนวหน้าของไต้หวันคนหนึ่ง)

ที่กรุงไทเปมีผู้รับเหมาก่อสร้างคนหนึ่ง เป็นคนหนุ่มที่ชาญฉลาดที่รู้กันทั้งวงการ มีหัวการค้าเป็นเลิศ ทำงานคล่องแคล่วว่องไว พร้อมลุยงานหนักมาตลอด หลายๆปีผ่านไป ก็ไปได้ไม่ไกล สุดท้ายมีหนี้สินล้นพ้นตัว จนถูกฟ้องล้มละลายในที่สุด

ในช่วงที่ชีวิตตกอับสุดๆ เขามักนั่งวิเคราะห์ถึงจุดบอดจุดอ่อนของตนอย่างละเอียด แต่ก็หาคำตอบให้ตนเองไม่ได้สักที

เพราะหากพูดถึงความเฉลียวฉลาด ความขยัน การรู้จักวางแผน เขาไม่แพ้คนอื่นแน่นอน ในขณะที่คนอื่นล้วนประสบความสำเร็จไปได้ดีกันทั้งนั้น แต่เขากลับห่างไกลจากความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ จนปัญญาสุดๆไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน

มีอยู่วันหนึ่งเขาเดินผ่านแผงขายหนังสือพิมพ์ข้างทาง ด้วยอารมณ์ที่เซ็งสุดกู่อยู่แล้ว ก็เลยซื้อหนังสือพิมพ์ติดมือกลับบ้านมาฉบับหนึ่ง เปิดอ่านอย่างไม่ได้ตั้งใจ อ่านๆไป มีข้อความหนึ่งบนหนังสือพิมพ์ดลใจแบบจุดประกายให้ตาเขาสว่างไสวขึ้นมาอย่างทันตาเห็น หลังจากนั้น เขากลับมาเริ่มต้นอาชีพเดิมใหม่อีกครั้งด้วยเงินหนึ่งหมื่นเหรียญเท่าที่เขามีอยู่ในตอนนั้น

การกลับมาครั้งนี้ ธุรกิจของเขาเหมือนมีเวทย์มนต์ เริ่มจากรับตกแต่งร้านขายโชห่วยเล็กๆ ค่อยๆเดินใหม่ทีละก้าว รับงานเหมาเล็กๆน้อยๆจากคนอื่นมาอีกทอดหนึ่งบ้าง จนสุดท้ายสามารถรับงานใหญ่ด้วยตัวเอง และพัฒนาตัวเขาเองจนกลายเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เต็มรูปแบบในที่สุด ตลอดทางที่เดินมามีแต่ความราบรื่น คนที่ร่วมค้าร่วมทุนหรือร่วมมือกับเขา ล้วนมีแต่ความสบายอกสบายใจ และปนความแปลกใจในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเขา ภายในเวลาไม่กี่ปี ทรัพย์สินของเขาเพิ่มจำนวนเป็นมูลค่าถึงร้อยล้านเหรียญ กลายเป็นเรื่องเล่าแสนมหัศจรรย์ในวงการก่อสร้าง

นักข่าวมากมายขอสัมภาษณ์เคล็ดลับในการกลับมาผงาดอย่างสง่าผ่าเผยของเขา เขาแค่พูดประโยคสั้นๆเพียงสี่พยางค์ว่า “รับแค่หกส่วน” เมื่อกาลเวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า ทรัพย์สินของเขาก็เพิ่มเป็นหมื่นล้านเหรียญในที่สุด

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขารับเชิญไปเป็นองค์ปาฐกที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง คำถามจากนักศึกษาล้วนถามเกี่ยวกับเคล็ดลับอะไรที่ทำให้เขาสามารถแปลงเงินหมื่นเหรียญเป็นหมื่นล้านเหรียญ เขายิ้มก่อนตอบว่า “เพราะผมมักยืนกรานเสมอว่า ขอรับน้อยลงสักสองส่วนสิบ” สร้างความงุนงงให้กับเหล่านักศึกษายิ่งขึ้น

เขามองหน้านักศึกษาทุกคนที่มีสายตาเต็มไปด้วยความอยากรู้ถึงความสำเร็จของเขา ในที่สุด เขาจึงเริ่มต้นเล่าชีวิตจากช่วงที่เขาตกอับที่สุด เขาบอกว่าเขาเจอหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งโดยบังเอิญ มีบทสัมภาษณ์นายลีเจอะไค่ ซึ่งเป็นลูกชายของนายลีกาชิง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง นั่นคือบทความที่จุดประกายทำให้มุมมองของเขาเปลี่ยนไป

คนสัมภาษณ์ถามนายลีเจอะไค่ว่า “คุณพ่อของคุณสอนเคล็ดลับอะไรให้คุณในการทำการค้า”

นายลีตอบว่า “ท่านไม่ได้สอนเคล็ดลับอะไรเกี่ยวกับเรื่องการค้าหรือการหาเงิน แต่ท่านเน้นสอนวิธีการวางตัวที่เหมาะสมให้ผม”

นายลีพูดต่อว่า “คุณพ่อย้ำเตือนผมอยู่เสมอ ลูกจะร่วมมือทำการค้าอะไรกับใครก็ได้ หากลูกได้รับส่วนแบ่งของกำไรมา เจ็ดส่วนสิบอาจจะดูสมเหตุสมผล แปดส่วนก็พอได้ แต่ตระกูลลีของเรา “รับแค่หกส่วน” ก็เพียงพอแล้ว”

เมื่อพูดมาถึงตอนนี้ เขาซึ่งยืนอยู่บนเวทีพูดอย่างเน้นย้ำว่า “บทสัมภาษณ์บทนี้ ผมบรรจงอ่านไม่ต่ำกว่าร้อยเที่ยว และในที่สุด ผมก็คิดว่าผมสามารถเข้าใจถึงแก่นแท้ของมัน จุดสูงสุดของการวางตัวก็คือ “ความใจกว้าง” เพราะฉะนั้น “ความหลักแหลม”ที่สุดของมนุษย์ก็คือ “ความใจกว้าง”

ลองคิดสักนิดจะตระหนักว่า นายลีกาชิงมักจะยินดีให้คนอื่นได้เพิ่มขึ้นอีกสองส่วน มันจึงเป็นสาเหตุที่ว่า ใครๆก็อยากร่วมมือร่วมทุนกับนายลีกาชิง เพราะมีแต่ได้กับได้

แม้นายลีกาชิงมักจะยินดีที่จะรับแค่หกส่วนแทนที่จะรับแปดส่วน โอกาสการทำธุรกิจจึงเพิ่มขึ้นมากมาย ใครมีโปรเจ็คหรือโอกาสก็มักจะมาหาเขาก่อน ลองคิดดูว่าถ้าเขารับเต็มจำนวนทั้งแปดส่วน โอกาสร้อยครั้งอาจจะลดลงมาเหลือไม่กี่ครั้ง สรุปแล้ว ส่วนไหนจะได้เงินมากกว่า นั่นคือเคล็ดลับของความสำเร็จ”

“ผมประสบความล้มเหลวในช่วงแรกของชีวิต ล้วนมาจากการคิดเล็กคิดน้อยไม่ยอมให้มีอะไรเล็ดลอดหรือเสียเปรียบใคร ตรงกันข้าม กลับพยายามเค้นหาผลประโยชน์จากคู่ค้าให้มากเข้าไว้ เพราะคิดว่ากำไรยิ่งสูง ก็ย่อมหมายถึงความสำเร็จที่หอมหวาน ในที่สุด อาจดูดีเหมือนมีกำไรดีในวันนี้ แต่กลับพ่ายแพ้เสียอนาคตเสียโอกาสไปหมด”

ก่อนจบการปราศัย เขาได้หยิบเอาหนังสือพิมพ์เก่าๆออกมาจากกระเป๋าเอกสาร นั่นก็คือบทความที่เขาเอ่ยถึง หลายๆปีนี้ เขานำมันติดตัวเสมอ เพียงเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจไว้คอยเตือนสติตัวเขาเอง บนช่องว่างของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น เขาใช้พู่กันจีนเขียนตัวหนังสือเล็กๆอย่างบรรจงว่า…..
“เจ็ดส่วนสิบอาจจะดูสมเหตุสมผล แปดส่วนก็คงได้ แต่ผมขอแค่หกส่วนสิบก็เพียงพอแล้ว”

นักธุรกิจในวงการอสังหาริมทรัพย์ผู้นี้ นามว่านายหลิน เจิ่น เจีย เป็นประธานบริษัท ฉวนเซิ่น พัฒนาอสังริมทรัพย์ จำกัด แห่งกรุงไทเป ปัจจุบันเขาเป็นเศรษฐีระดับต้นๆของไต้หวัน เขาบอกว่า ที่เล่ามาทั้งหมดนั้น ก็คือจุดเริ่มต้นของที่มาของทรัพย์สินหมื่นล้านเหรียญของเขาในวันนี้

***********

การมุ่งหาผลประโยชน์สูงสุด
เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆเขาก็อยากทำกัน
แต่หากรู้จักแบ่งปันผลประโยชน์ให้ผู้อื่น
เขาผู้นั้นจะกลายเป็นคนเหนือคน

คนใจกว้างที่ซื่อสัตย์
หนทางชีวิตเขาจะทั้งกว้างทั้งยาวไกลกว่าเสมอ

“ขจรศักดิ์”
แปลและเรียบเรียง

www.facebook.com/Flintlibrary

Credit: 正能量家族

Load More Related Articles
Load More By admin
Load More In Lifestyle

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

+ 38 = 40

Check Also

ถ้าเขาบอกกับเราว่า “ไม่เคยรู้สึกดีกับใครอย่างนี้มาก่อน” แสดงว่ามี 3 ความหมาย

ถ้าเขาบอกกับเราว่า…  “ไม่เคยรู้สึกดีกับใครอย่างนี้มาก่อน” แสดงว่ามี 3 ความหมาย หนึ่ง…