Home Entertainment World จากรางวัลโนเบล…หมอจุฬาฯ ผลิต “ยาแอนตี้บอดี้รักษามะเร็ง” ขอคนไทยคนละ 5 บาท

จากรางวัลโนเบล…หมอจุฬาฯ ผลิต “ยาแอนตี้บอดี้รักษามะเร็ง” ขอคนไทยคนละ 5 บาท

32 second read
0
1
3,402

จากรางวัลโนเบล…หมอจุฬาฯ ผลิต “ยาแอนตี้บอดี้รักษามะเร็ง”

 ถ้าทีมจุฬาฯ ทำได้สำเร็จ..ยาแอนตี้บอดี้นำเข้าหลอดละ 2 แสนบาทจะเหลือราคาแค่…..

“โรคมะเร็ง” เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นของคนทั่วโลก ในแต่ละปีคนป่วยด้วยโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เพิ่มประมาณ 18 ล้านคน และเสียชีวิตปีละเกือบ 10 ล้านคน แต่อีกไม่นานมนุษย์จะพิชิตโรคร้ายนี้อย่างราบคาบ….เพราะสามารถคิดค้นวิธีรักษาโดยใช้แอนตี้บอดี้หรือภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนจัดการกับเซลล์มะเร็งร้ายอย่างได้ผล….

2 คุณหมอนักวิจัยที่ค้นพบวิธีการรักษามะเร็งด้วยการใช้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ถูกสรรเสริญยกย่องจนได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2018 ไปเรียบร้อยแล้ว นั่นคือ ศ.ดร.เจมส์ อัลลิสัน (James Allison) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเท็กซัสของอเมริกา และศ.นพ.ทาสุกุ ฮอนโจ (Tasuku Honjo) แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต (Kyoto University)

ปกตินักวิจัยทางการแพทย์ที่จะได้รับรางวัลโนเบลนั้นต้องรอคอยพิสูจน์ผลงานของตัวเองไม่ต่ำกว่า 30–40 ปี แต่สำหรับคุณหมอ 2 ท่านนี้ คณะกรรมการตัดสินมอบให้ภายในเวลาเพียง 20 กว่าปี เนื่องจากเป็นการค้นพบและพิสูจน์ได้ว่าวิธีการใช้แอนตี้บอดี้มารักษาโรคมะเร็งร้ายสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยจำนวนมากได้จริง หรือเรียกภาษาการแพทย์ว่า “การใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดรักษามะเร็ง”(Cancer Immunotherapy)

หลังจากหมออัลลิสันและคุณหมอฮอนโจ ค้นพบวิธีรักษานี้ได้เมื่อปี 1995 สถาบันวิจัยและบริษัทยาทั่วโลกต่างนำไปทดลองศึกษาต่อยอดจนสามารถผลิตเป็นยาภูมิคุ้มกันรักษามะเร็งขายสำเร็จในปี 2011 ตอนนี้มี 6 บริษัทยายักษ์ใหญ่โลกเป็นเจ้าของสิทธิบัตรผลิตขายทำกำไรมหาศาลเรียบร้อยแล้ว

คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักยาภูมิคุ้มกันรักษามะเร็ง เนื่องจากมีราคาแพงมาก หลอดละ 2 แสนบาทกว่าจะรักษาหายต้องจ่ายไม่ต่ำกว่า 8 ล้านบาท ประเทศร่ำรวยและมีสวัสดิการดีเยี่ยมอย่างอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่นไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แต่คนไทยเจ็บป่วยมีแค่บัตรทอง 30 บาทดูแล คงไกลเกินเอื้อมถึง นอกจากมหาเศรษฐีบางคนที่สามารถจ่ายค่ายาเองได้

แต่วินาทีนี้คนไทยเริ่มมีความหวังหลังจาก “นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล” หมอนักวิจัยผู้สนใจศึกษาการพัฒนาแอนตี้บอดี้มาตลอดระยะเวลาที่ทำงานในสถาบันวิจัยทางการแพทย์แห่งชาติของอเมริกา (National Institutes of Health:NIH) ตัดสินใจกลับมาตั้งศูนย์วิจัยผลิตยาภูมิคุ้มกันบำบัดรักษามะเร็งตามต้นแบบที่ได้รางวัลโนเบลที่โรงพยาบาลจุฬาฯ

คุณหมอไตรรักษ์ เปิดใจให้สัมภาษณ์ “คม ชัด ลึก” ว่า “เมื่อฝรั่ง-ญี่ปุ่น ทำได้ คนไทยก็ต้องทำได้เช่นกัน” เพราะวิธีนี้พิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยชีวิตคนป่วยมะเร็งที่เคยไร้ความหวังเป็นจำนวนมาก

คุณหมอไตรรักษ์อธิบายถึงการทำงานของภูมิคุ้มกันมหัศจรรย์นี้ว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วย “โรคมะเร็ง” เพราะมะเร็งคือเซลล์ที่ผิดปกติ แล้วเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและมีหลายหลายสายพันธุ์ จนไปทำร้ายระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น เซลล์มะเร็งในตับ เซลล์มะเร็งในลำไส้ เซลล์มะเร็งผิวหนัง เซลล์มะเร็งปอด ฯลฯ ที่ผ่านมาวงการแพทย์มี 3 ทางเลือกในการหยุดยั้งเซลล์มะเร็งร้ายเหล่านี้ คือ 

1.การรักษาด้วยคีโม หรือเคมีบำบัด (chemotherapy) เป็นการใช้ยาเคมีบางชนิดเข้าไปทำลายการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง แต่การให้ยาคีโมไม่ได้ออกฤทธิ์เจาะจงไปที่เซลล์มะเร็งร้ายเท่านั้นแต่ส่งผลกระทบไปทำลายเซลล์ปกติทั่วไปด้วย ทำให้ร่างกายผู้ป่วยส่วนใหญ่ทุกข์ทรมานจากวิธีการรักษานี้ เช่น อาการอักเสบที่อวัยวะบางแห่ง ภูมิต้านทานร่างกายต่ำลง ผมร่วง ฯลฯ

2.การรักษาด้วยวิธีฉายแสง หรือการฉายรังสีรักษา (radiotherapy) ด้วยวิธีการใช้รังสีพลังงานสูงไปทำลายก้อนเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่ผลข้างเคียงคือการทำลายเนื้อเยื่อปกติที่อยู่ใกล้เคียงกับก้อนมะเร็งและอีกวิธีที่นิยมทำกันคือ

3.ใช้ยาพุ่งเป้า (targeted therapy)

คุณหมอไตรรักษ์อธิบายต่อว่า 3 วิธีการนี้ได้ผลในหยุดยั้งการเติบโตของมะเร็งแค่ในผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเท่านั้น

ทำให้นักวิทยาศาสตร์การแพทย์พยายามคิดค้นวิธีการใช้ภูมิคุ้มกันที่เป็นสิ่งวิเศษในร่างกายมนุษย์มาใช้จัดการกับเซลล์มะเร็ง มีการพยายามวิจัยเรื่องนี้มานานเกือบร้อยปีแล้ว แต่ไม่สามารถถอดรหัสได้ จนกระทั่งปี 1995 คุณหมออัลลิสันประกาศความสำเร็จในการค้นพบโปรตีนชื่อ “ซีทีแอลเอ-4” (CTLA-4) บนเซลล์เม็ดเลือดขาว “ทีเซลล์” (T-cell) ที่เป็นภูมิคุ้มกันร่างกายของเรา ซึ่งในร่างกายคนมีทีเซลล์ตัวนี้อยู่เป็นล้านล้านเซลล์แต่มีตัวซีทีแอลเอ-4 ไปยับยั้งการทำงานทำให้ไม่สามารถไปกำจัดเซลล์มะเร็งได้ และในช่วงเวลาใกล้ๆ กันคุณหมอฮอนโจจากญี่ปุ่นก็พบโปรตีน พีดี-1 (PD-1) บนทีเซลล์ และ พีดี-แอล1 (PD-L1) บนเซลล์มะเร็งซึ่งไปจับคู่กันยับยั้งการทำงานของทีเซลล์เช่นกัน

“เป็นโชคดีของคนไทยที่คุณหมอไตรรักษ์กลับมาจากอเมริกาเพื่อทำงานวิจัยคิดค้นยารักษามะเร็งให้คนไทย ทุกวันนี้คนป่วยมะเร็งที่ได้ข่าวก็ติดต่อมาเยอะมาก ถามทุกวันทำสำเร็จหรือยัง พวกเขาพร้อมเป็นคนไข้ให้ทดลองเลย เราก็อธิบายไปว่าต้องรออีกสักพักนะคะ เพราะตอนนี้เป็นขั้นที่ 1 อย่างน้อยอีก 2-3 ปีถึงเป็นขั้นทดลองในคนป่วยจริง ตอนนี้งบประมาณที่จุฬาฯ สนับสนุนไปแล้ว 100 ล้านบาท ส่วนใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งต้องเอาไปซื้ออุปกรณ์ที่แพงมาก เครื่องเล็กๆ ราคาเป็น 10 ล้าน ตอนนี้เราต้องใช้แรงงานนักวิจัยมาช่วยกันไปก่อนเพราะไม่มีเงินซื้อหุ่นยนต์ช่วยผลิตยาแบบที่ใช้ในห้องทดลองต่างประเทศมาช่วย แค่เอาเซลล์ที่เพาะเลี้ยงมาใส่ในหลอดทดลองต้องทำวันละหลายหมื่นครั้งด้วยฝีมือของน้องๆ ค่อยๆ หยอดทีละหลอด แต่ถ้ามีเครื่องมือช่วยจะสามารถทำได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่พวกเราก็มีความมุ่งมั่น ทุกคนมีกำลังใจกันดีมาก อาจเพราะรู้สึกลึกๆ ว่าคนไข้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศส่งกำลังใจมาให้พวกเราตลอดเวลาก็ได้นะ” พญ.ณัฏฐิยา กล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวัง

“ยาภูมิคุ้มกันรักษามะเร็ง” กำลังจะพลิกโฉมวงการแพทย์ ทำให้หน่วยงานรัฐและเอกชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกพยายามแข่งขัน หรือร่วมมือกันนำงานวิจัยที่ได้รางวัลโนเบลมาต่อยอดพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แต่ดูเหมือนภาครัฐบาลและภาคเอกชนของไทยยังไม่ค่อยเข้าใจลึกซึ้งถึงความสำคัญอย่างน้อย 2 ประการของ “การรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์”

จากรางวัลโนเบล…หมอจุฬาฯ ผลิต “ยาแอนตี้บอดี้รักษามะเร็ง”

นั่นคือความสำคัญของตัวเลข “ตลาดยารักษามะเร็ง” ทั่วโลก 9 ล้านล้านบาท เฉพาะในไทย 8 หมื่นล้านบาท หรือความสำคัญของการฟื้นชีวิตของคนป่วยให้กลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้งเป็นการลงทุนที่สำคัญสูงสุด มิอาจหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้….

ขอคนไทยแค่ 5 บาท…ผลิต “ยาภูมิต้านรักษามะเร็ง”

เพื่อให้ “ศูนย์ชีววิทยาเชิงระบบ” แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเงินเพียงพอต่อการศึกษาวิจัยเพื่อผลิต “ยาภูมิต้านรักษามะเร็ง” หรือยาไบโอโลจิกส์ (Biologics) ขอเพียงคนไทยที่มีรายได้ 40 ล้านคน สนใจช่วยบริจาคคนละ 5 บาท เป้าหมายขั้นต้น 2 ร้อยล้านบาทก็จะสำเร็จทันที

ผู้สนใจบริจาคได้ที่ กองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งจุฬาฯ บัญชีออมทรัพย์คณะแพทยศาสตร์

เลขที่บัญชี 408-004443-4 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย

เฟซบุ๊กแฟนเพจ “CU Cancer Immunotherapy Fund” ใบเสร็จหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

ขอบคุณที่มา คมชัดลึก

Load More Related Articles
Load More By admin
Load More In World

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

+ 12 = 16

Check Also

คนที่ยืนข้างๆ เจ้าสาวตรงนั้น… ควรจะเป็นผม…ไม่ใช่เขา

ผมมายืนอยู่หน้างานแต่งงาน ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คนที่ยืนข้างๆ เจ้าสาวตรงนั้น… ค…